9 ข้อป้องกัน ทะเลาะกันยังไง ไม่ให้เสียคนรัก


ความรักเหมือนสงครามจะสิ้นสุดก็ต่อเมื่อมีใครยอมหยุด ทางที่ดีเราควรเรียนรู้วิธีทะเลาะกันแบบ ไม่ให้เสียคนรัก เพื่อชีวิตคู่ที่ยืนยาว ต่อให้เป็นคู่รักที่สมบูรณ์แบบขนาดไหนย่อมมีวันต้องผิดใจกันบ้าง หนทางสู่ความใกล้ชิดและผูกพันอย่างลึกซึ้ง สร้างขึ้นจากการล่มสลายและซ่อมแซมขึ้นมาใหม่ เป็นคำกล่าวของคุณหมอเวนดี้ วาลช์ (Wendy Walsh) ผู้แต่ง The 30-Day Love Detox และเมื่อพูดถึงความสัมพันธ์ หลายครั้งที่คู่รักต้องเผชิญกับการทะเลาะเบาะแว้ง ไม่ใช่ไม่รักกันจึงทะเลาะกัน แต่คู่รักที่อยู่กันรอดคือคู่ที่เรียนรู้วิธีรับมือกับอารมณ์ของอีกฝ่าย (และของตัวเองด้วย)

1. เป็นผู้ฟัง

เวลาทะเลาะกันไม่ค่อยมีใครฟังใคร ต่างคนต่างพูด ไม่สนใจเหตุผลของอีกฝ่าย หรือถ้าฝ่ายหนึ่งพูดอะไรมาก็พร้อมจะตอกกลับทุกเมื่อ โดยไม่คิดตามเลยว่าเขาพูดอะไรออกมาบ้าง เกิดความเข้าใจผิดๆ ลามไปสู่ปัญหาอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย หากหากฝ่ายหนึ่งพูดแล้วฝ่ายตรงข้ามไม่รับฟัง เขาหรือเธอจะมองหาคนรับฟังแทน ซึ่งอาจจะเป็นทนายไว้ปรึกษาเรื่องหย่าร้างหรือคนรักใหม่ และนั่นคือสิ่งสุดท้ายที่คุณอยากให้เกิดขึ้น

2. ตั้งสติก่อนโต้กลับ

วิธีที่เราเคยได้ยินมา เวลาของขึ้นให้ตั้งสตินับ 1-10 ก่อนจะตอบโต้กลับไปเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลาย กลยุทธ์นี้ใช้กับคนรักได้เช่นกัน แทนที่จะโพล่งกลับโดยไม่ยั้งคิด ลองตั้งสติหายใจเข้าลึกๆ ใช้เทคนิคที่ร่ำเรียนมาจากคลาสโยคะให้เป็นประโยชน์ เพราะการคิดก่อนพูดจะยับยั้งบางประโยคที่ฟังแล้วทำร้ายความรู้สึก หรือทำให้คุณเสียใจไปตลอดชีวิต ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าการทำแบบนี้ยังช่วยให้คุณตั้งหลักเพื่อทำความเข้าใจอีกฝ่ายมากขึ้นด้วย

3. ควบคุมอารมณ์ตนเอง

ข้อนี้ก็สำคัญ แทนที่จะเริ่มต้นประโยคด้วยการตะโกนใส่หน้าเขาว่า เพราะคุณนั่นแหละ! สิ่งแรกที่ควรทำคือเข้าใจความรู้สึกของตนเอง อย่าบอกว่า คุณทำให้ฉันเป็นแบบนี้ แต่เปลี่ยนเป็น ฉันโกรธเวลาคุณ แบบนี้ทำให้อีกฝ่ายไม่รู้สึกเหมือนโดนโจมตีหรือโยนความผิดให้ เขาจะตั้งใจฟังสิ่งที่คุณกำลังพูด ไม่ใช่แค่ประโยคแรกก็ชวนทะเลาะแล้ว หรือหากโต้เถียงกันระหว่างเดินทาง ขอเตือนว่าต้องระวังคำพูดให้มากยิ่งขึ้น หากฝ่ายชายบ่นเรื่องการขับรถของคุณ อย่ารำคาญหรือหงุดหงิดใส่ ตอบเขาไปดีๆ ว่า อย่าพูดแบบนี้สิ ฟังแล้วรู้สึกไม่ดีเลย

4. เข้าใจการรับมือ

อย่าลืมว่าเวลาคนเราโกรธมักแสดงออกไม่เหมือนกัน เช่น เวลาคุณของขึ้น คุณอาจอยากเดินหนีจากจุดเกิดเหตุสัก 10 นาทีเพื่อให้ใจเย็นลงก่อนกลับมาแก้ไขปัญหา ถ้านี่คือสไตล์ของคุณ แฟนหรือคนรักก็ควรรับรู้ว่าคุณต้องการเวลาชั่วครู่เพื่อระงับอารมณ์ การเดินออกจากห้องหรือขอวางสายไม่ได้หมายความว่าคุณหนีปัญหา แต่เป็นขั้นตอนรับมือกับปัญหาอย่างหนึ่งต่างหาก อ้อ อย่าลืมบอกให้อีกฝ่ายรู้ด้วย จะได้ไม่ทะเลาะกัน

5. รู้จังหวะ

ถ้ารู้ว่าประโยคทำนองไหนพ่นออกไปแล้วสร้างปัญหาแน่ๆ จงอย่าทำ พยายามสะกดใจและอดกลั้นความรู้สึก อย่าหลุดประโยคที่ทำให้อีกฝ่ายสติแตก เช่น พูดเรื่องที่ฝ่ายตรงข้ามไม่ชอบใจตอนหิว โกรธ เหงา หรือเหนื่อย (พูดไปดราม่าเกิดแน่) ลองวางแผนแก้ไขปัญหาร่วมกันตอนคุณทั้งสองอารมณ์เย็นขึ้นและสงบสติอารมณ์ได้แล้ว

6. มองภาพรวม

คู่รักคู่ไหนก็ตามที่คิดว่าทุกครั้งที่ทะเลาะกันคือจุดจบของความสัมพันธ์จะไม่สามารถประคับประคองความรักไปตลอดรอดฝั่ง พวกเขาไม่คิดว่าปัญหาชีวิตคู่ที่เข้ามาเป็นแค่อุปสรรคที่ต้องฝ่าฟันไปด้วยกัน ต่างจากคู่ที่ทุ่มเททั้งใจและกายให้กับสัมพันธ์รัก คู่รักประเภทหลังเอาใจเขามาใส่ใจเรา ทั้งยังไม่คิดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นสามารถทำลายทุกอย่างที่ร่วมกันสร้างมา หากทั้งสองคิดได้ว่าปัญหาที่เกิดในวันนี้เป็นเรื่องประติ๋วเมื่อเทียบกับสิ่งที่เรามี จะคิดได้เองว่าควรให้ความสำคัญกับสิ่งไหนมากที่สุด

7. รู้จักการเยียวยา

จำไว้ว่าทะเลาะกันกี่ครั้งไม่สำคัญเท่าคุณรับมือกับมันได้เท่าไร คุณอาจมีเซ็กซ์เพื่อยุติปัญหาหรืออยู่คนเดียวสักครึ่งวัน เอาเลยตามสบายถ้ามันช่วยให้ใจเย็นลงและมีสติมากขึ้น ไม่มีสิ่งใดสำคัญเท่าความรู้สึกของอีกฝ่าย สิ่งสำคัญคือการเยียวยาความรู้สึกของกันและกัน  เพราะถ้าไม่ทำ อีกฝ่ายก็ไม่อยากทำเช่นกัน และเขารับรู้ได้เสียด้วย

8. ความรักมาก่อนเสมอ

ให้ความรักมาเป็นอันดับหนึ่ง อย่ามัวหาคำตอบว่าใครถูกหรือผิด ใครชนะหรือเป็นผู้แพ้ บางครั้งคุณต้องยอมลดอีโก้ตนเองลงบ้าง คิดเสียใหม่ว่า คุณยอมอยู่กับคนขี้แพ้หากเขายอมเป็นฝ่ายผิดเสมอ เวนดี้กล่าว ไม่ใช่เชิดหน้าคอแข็ง อีกฝ่ายง้อแล้วก็ยังไม่ยอมดีด้วย อย่างนี้เรียกหาจุดลงไม่ได้

9. ทะเลาะแต่ขอพัก

พูดตามความเป็นจริง การปล่อยให้อารมณ์ขุ่นมัวยันเช้าไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น สู้หลับแล้วตื่นมารับมือกับปัญหาดีกว่า การพักผ่อนสมองเสียบ้างช่วยให้ทบทวนสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้น บางทีคุณอาจตื่นขึ้นมาพร้อมความรู้สึกว่าจะทะเลาะกันทำไมเนี่ย ไร้สาระสิ้นดี