5 สัญญาณที่บอกว่าคุณเปลี่ยนไปขนาดไหน เพราะคำว่ารัก


การได้มีความรักเหมือนกับได้เข้าไปสู่การผจญภัยที่แสนหวาน คุณไม่รู้หรอกว่าจะเป็นความสุขหรือความทุกข์รออยู่ที่ปลายทาง รู้แต่ว่าตอนนี้กำลังมีความสุข สิ่งต่าง ๆ รอบตัวก็เป็นสีสันสวยงาม หวานเจี๊ยบเหมือนความรักของคุณไม่มีผิด คุณรู้สึกว่าชีวิตถูกเติมเต็ม ได้ค้นพบใครอีกคนหนึ่งที่ตามหามานานแล้วเสียที ช่วงเวลานี้เองที่ความรักค่อย ๆ หล่อหลอมคุณให้กลายเป็นคนใหม่ ซึ่งคนใหม่ที่ว่านี้บางทีก็ดีกว่าเดิม แต่บางทีก็..แย่กว่าเดิม คราวนี้เราจะเลิกพูดถึงความรักในแง่ความสดใสสวยงาม แต่มาดูกับด้านลบที่มันอาจทำให้เกิดขึ้นกับตัวคุณได้กันค่ะ

 

เหินห่างจากเพื่อน ตอนมีความรักอะไร ๆ มันก็หวานฉ่ำ ชื่นมื่น รู้ใจ จนอยากจะไปไหนมาไหนด้วยกัน หรืออยู่ด้วยกันตลอดเวลา ซึ่งจะว่าไปมันก็เป็นเรื่องดีสำหรับความรัก แต่กลับไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลยสำหรับตัวคุณเอง การใช้เวลาทั้งหมดเท่าที่คุณพอมีไปกับการได้อยู่ใกล้ชิดคนรัก นั่นหมายความว่าคุณไม่ได้ใช้เวลากับเพื่อนสนิทมิตรสหายอีกต่อไป อย่าลืมว่าไม่ใช่เพื่อนหรอกหรือที่คอยอยู่เคียงข้างคุณมาตั้งหลายปีดีดัก เป็นเพื่อนรัก เพื่อนรู้ใจ เป็นเพื่อนตาย เมื่อเทียบกับใครอีกคนที่คุณเพิ่งจะพบเพิ่งจะรู้จัก ขอให้เชื่อเถอะว่าเพื่อนคนนี้จะเป็นคนที่เอนไหล่มาให้คุณซบ ในวันที่ความรักเกิดไม่เป็นไปอย่างหวัง (ซึ่งหลาย ๆ ครั้งความรักก็เป็นไปอย่างนั้นไม่ใช่หรือ?)

 

อย่าทุ่มเวลาให้กับความรักและคนรัก แล้วลืมเลือนเพื่อนสนิทแสนดีที่อยู่เคียงข้างคุณมาเนิ่นนาน ให้เวลาทั้งกับคนรักได้เท่าที่อยากให้ แต่ต้องไม่ลืมที่จะแบ่งความสำคัญกับเวลามาให้เพื่อนฝูงด้วย ชีวิตคุณถึงจะลื่นไหลไปได้ดี ตอนมีรักแม้จะไม่หวานเจี๊ยบ 24 ชั่วโมง เพราะมีเพื่อนมาชวนเฮให้หายเลี่ยน และตอนรักขม จะได้ไม่ขมปี๋ เพราะมีเพื่อนคอยปลอบ ไม่หวานเจี๊ยบไม่ขมปี๋ก็ดีออกนะ อะไรที่มันสุดโต่งเกินไปมันไม่ดีเท่าไหร่หรอก

 

ฉัน กลายเป็น เรา คุณเริ่มจะมีตัวตนด้านใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นมา อย่างมีงานอดิเรกชิ้นใหม่ มีความสนใจใหม่ ๆ ที่ตรงกับคนรัก หรือแต่งห้องใหม่ ดูแลให้สะอาด เพื่อพร้อมเสมอเผื่อว่าคนรักจะแวะมาหา ด้วยความรักที่คุณมีมันค่อย ๆ บ่มเพาะตัวตนด้านนี้ขึ้นมาจนเติบใหญ่ และเบียดบังความเป็น"ฉัน"ของคุณไป และแทนที่ใหม่ด้วยการเป็น"เรา"คือไม่ว่าจะคิดอะไร ทำอะไร ก็มีพื้นฐานความคิดโดยคำนึงถึงใครอีกคนอยู่เสมอ คุณเริ่มจะตัดสินใจอะไรเองไม่เด็ดขาด วางแผนล่วงหน้าไม่ได้ หากไม่ได้ปรึกษากับคนรักก่อน

 

ฟังดูแล้วก็อย่างกับมันเป็นความรักในอุดมคติเลยล่ะ ที่คนรักกันจะคิดถึงแต่ เรา มากกว่า ฉัน คนเดียว แต่ในความจริง ตามธรรมชาติของมนุษย์แล้ว เราต่างมีอีโก้ในตัวและการกดมันเอาไว้ ก็เหมือนกับน้ำร้อนในหม้อที่ปิดฝาสนิท ยิ่งน้ำร้อนสูง มันก็ยิ่งเดือด และยิ่งมันเดือดมากเท่าไหร่แรงดันก็ยิ่งเพิ่มขึ้นมหาศาล ในที่สุดก็จะดันฝาระเบิดตัวเองออกมา ไม่ต่างจากคุณที่มัวแต่จะคำนึงถึง เรา มากกว่า ฉัน คนเดียว

วันใดวันหนึ่งคุณอาจจะสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไป (ตัวอย่างจากคนที่เคยรักกันมาก ๆ พอฝ่ายหนึ่งเลิกรา คนที่เหลืออยู่ก็แทบเสียผู้เสียคนหรือตั้งหลักไม่ได้ เพราะไม่เคยคิดถึงวันที่ไม่มีคำว่า เรา มาก่อน) หรือวันใดวันหนึ่งข้างหน้าคุณอาจหมดความอดทน ความพยายามในการจูงใจความต้องการจริง ๆ ของตัวเองให้ เหมือนกับความต้องการของ เรา ก็เป็นได้ ทั้งนี้ เราไม่ได้จะให้คุณเลิกคิดถึง เรา เพียงแต่ในขณะที่คุณให้ความสำคัญกับ เรา ก็อย่าลืมให้ความสำคัญกับ ฉัน กับความเป็นตัวของตัวเองด้วยแล้วกันนะคะ

 

หมกมุ่นกับเรื่องของเขาเกินไป ความรักอาจทำให้คุณเกิดพฤติกรรมหมกมุ่นบางประการ นั่นก็คือ หมกมุ่นกับเรื่องของคนรัก คิดถึงแต่เรื่องของเขา คิดเยอจนกลายเป็นคิดมาก แล้วมันก็มากจนเกินไป เอาแต่คิดถึงเรื่องของเขาจนกินไม่ได้ นอนไม่หลับ

 

แรกรักก็มักคิดแต่เรื่องน่ารัก ๆ เขาจะทำอะไรอยู่นะ นอนแล้วหรือยัง แต่เมื่อคบกันนานเข้า จนความความรู้สึกเป็นเจ้าข้าวเจ้าของเริ่มก่อตัว ผนวกเข้ากับความหมกมุ่น ความคิดจึงมักค่อย ๆ กลายร่าง เช่น 30 นาทีแล้ว ถ้าเขายังไม่มาตามนัด คุณมักคิดว่า เขาจะเป็นอะไรหรือเปล่านะ มีอุบัติเหตุอะไรหรือเปล่า แต่ถ้า 1 ชั่วโมง แล้วเขายังไม่มาตามนัด คุณอาจคิดว่า นี่คอยไปสับรางกิ๊กอยู่หรือเปล่าเนี่ย และจนกระทั่ง 2 ชั่วโมงแล้วเพิ่งจะปรากฏตัว คุณก็คิดว่า?เตรียมตัวถูกฉีกอกได้เลย ไปกับผู้หญิงอื่นมาแน่ ๆ -_-

 

ความคิดที่ควบคุมได้ยากเหล่านี้ มักจะเกิดขึ้นในสมองเสมอ เมื่อคุณรู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติไปจากเดิม ซึ่งบางทีมันก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคาดการณ์เอาไว้เสมอไป และก็เป็นความคิดเหล่านี้นี่เอง ที่นำมาสู่เรื่องอาการงี่เง่าแบบไม่มีเหตุผล และการผิดใจกัน และก็เป็นความหมกมุ่นในความรักแบบนี้อีกนั่นแหละ ที่ยิ่งทำให้คุณเจ็บหนักหากเกิดอาการที่เรียกว่าอกหักขึ้นมา หากมีสติและควบคุมความคิดของตัวเองตรงนี้ได้ก็คงจะดี